Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘talk’ Category

ที่เห็นนี้เป็นห้องนอนครับ ผมนอนห้องนี้มาแต่เด็กๆ บ้านผมเป็นบ้านตึกแถวหลังเล็กๆสองชั้น แบบที่คนจีนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่มาบุกเบิกเลือกที่จะอยู่เพื่อที่จะก่อร่างสร้างตัวกันก่อนถึงยุคที่หมู่บ้านจัดสรรจะเกิดขึ้นและเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา

จำได้เลยว่าในสมัยเด็กๆห้องนี้เรานอนกันทั้งหมด 5 คน พ่อกับแม่จะนอนบนเตียงที่เห็นและพื้นด้านล่างจะปูฟุกบางๆให้ลูกทั้งสามคนนอนเรียงกัน ส่วนอาม่าจะนอนอีกห้องนึงที่ติดกัน

บ้านเราก็นอนกันแบบนี้ตลอดมาหลายปีครับ จนวันหนึ่งแม่ผมได้เพิ่มจักรอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากเดิมที่แม่จะเย็บคนเดียวแล้วมีอาม่าช่วยนั่งตัดขี้ด้าย  หากจำไม่ผิดในช่วงเวลานั้นประเทศไทยอยู่ในยุคที่เรียกว่า”นิค” เป็นยุคที่พลเอกชาติชายเป็นนายกและต้องการผลักดันให้ประเทศไปในทิศทางของอุตสาหกรรมมากขึ้น (ช่วงนั้นจะมีโรงงานตึกแถวผุดขึ้นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานเย็บผ้าและทำรองเท้า)

ห้องนอนที่เคยนอนกัน 5 คน พ่อแม่ลูก ( ที่เริ่มโตขึ้น ) ถูกปรับเปลี่ยน เนื่องจากต้องมีสมาชิกใหม่คือพี่คนงานจากจังหวัดมหาสารคาม 3 คน กลายเป็นว่าบ้านหลังนี้บรรจุคนถึง 8 คน แม่กับพ่อต้องรอปิดบ้านรอกางมุ้งชั้นล่างนอน ส่วนอาม่าย้ายมานอนห้องในรูปกับหลาน แล้วห้องอาม่ากลายเป็นห้องคนงานแทน

 แล้วเราก็นอนกันแบบนี้จนกระทั่งผมเรียนถึงชั้น ม.3 คนงานถูกผลัดเปลี่ยนไปหลายชุด ในที่สุดกิจการโรงงานเย็บผ้าตึกแถวของแม่ก็ต้องปิดลงไปพร้อมกับความซบเซาของเศรษกิจที่กำลังก่อฟองสบู่ขึ้นเรื่อยๆ  ตั้งแต่ผมจำความได้ กว่าครึ่งในภาพความทรงจำที่ผมจำแม่ได้ คือแม่จะเย็บผ้า และ เย็บผ้า

ทั้งหมดเป็นเรื่องเล่าสั้นๆเท่าที่จำความได้ ผมไม่เคยมีห้องส่วนตัวครับ แม้แต่ตอนนี้ ถึงแม้บ้านผมจะต่อเติมห้องชั้นลอยมาเพิ่มเพื่อเป็นห้องนอนใหม่ ถึงจะได้นอนคนเดียวแล้วแต่มันก็ไม่ถือเป็นห้องส่วนตัวเพราะทุกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ พี่เขยและพี่สาว ซึ่งแต่งงานออกไปแล้ว ก็ยังกลับมาค้างเป็นประจำ

ปัจจุบันห้องนอนที่เห็นเรียงๆกันอยู่กลายเป็นห้องนอนของพ่อกับแม่ มีทีวี มีแอร์ ( ที่เปิดASTV ทั้งวัน ) และเป็นที่หลบอากาศร้อน ของทุกคนในบ้านครับ

Read Full Post »

ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา(15 ธ.ค.)ผมได้ออกเดินทางไปที่อำเภอท่าม่วง ที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดที่ผมเคยไปถึงแค่สะพานแม่น้ำแควแล้วไม่เคยไปที่อื่นในจังหวัดนี้เลย ไม่เคยหยิบแผนที่มาดูด้วยซ้ำว่า ท่าม่วงอยู่ตรงไหนของเมืองกาญ(จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดี แหะๆ)
ไปคร่าวนี้ไปเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของพี่ชายคนโตซึ่งจัดที่เขื่อนแม่กลอง ซึ่งไม่ห่างจากตัวอำเภอท่าม่วงมากนัก
เขื่อนแม่กลองเป็นเขื่อนชลประทาน มีลักษณะเป็นประตูน้ำขนาดใหญ่ที่กั้นแม่น้ำเอาไว้ มากกว่าที่จะเป็นเหมือนเขื่อนใหญ่ๆอื่นๆใช้ผลิตไฟฟ้า
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อเขื่อนนี้มาก่อนเลย แม้ว่าพี่จะถ่ายรูปมาให้ดูแล้ว ก็ยังคิดว่ามันคงเป็นเขื่อนเล็กๆที่กั้นแม่น้ำเล็กๆ เลยไม่ได้คาดหวังถึงบรรยากาศอะไรมากมาย แค่คิดว่ามันก็คงเหมือนเราอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำสายอื่นๆทั่วไปเท่านั้น
แต่เมื่อไปถึง ผมก็รู้ทันทีเลยว่าคิดผิดเสียแล้ว เขื่อนชลประทานที่ขวางแม่น้ำแม่กลองที่เป็นต้นน้ำมีความกว้างใหญ่กว่าที่คิดวิวที่เห็นเหมือนเราอยู่บนเกาะ ทำให้ท่าม่วงในความคิดผมนั้นเป็นอำเภอที่น่าอยู่มากขึ้นมาทันทีเพราะว่าตัวเขื่อนไม่ไกลจากตัวเมืองท่าม่วงมากนัก พูดง่ายๆว่า จะหาธรรมชาติก็ใกล้ จะหาของกินในตลาดก็ง่าย ความสงบมีในระดับนึง ผู้คนก็ค้าขายกันคึกคักแต่ไม่ถึงกับพลุกพล่านเหมือนหัวเมืองใหญ่ๆ
สถานที่ที่ผมไปพัก เป็นบ้านพักของสำนักชลประทาน บ้านพักหลังนี้ตั้งอยู่ชิดแม่น้ำ ซึ่งเป็นทางแพ่งของแม่น้ำทั้งสามสาย(น่าจะเป็นแม่น้ำแควกับแม่น้ำอะไรสักอย่าง ที่มารวมกันกลายเป็นต้นแม่น้ำแม่กลอง) มาบรรจบกันพอดีๆ..บรรยากาศนั้น เมื่อมองไปจะเห็นน้ำที่เงียบสงบมีคลื่นน้อยๆตามแรงลม(ที่นี่ไม่มีเรือที่วิ่งขวักไขว่เพราะเป็นเขื่อนชลประทาน)มองไปอีกฝั่งคือฝั่งที่มีต้นไม้และต้นหญ้าพลิ้วไหว โดยมีแบล้คกราวเป็นภูเขา ที่เห็นเจดีย์ของวัดถ้ำเสือ ซ่อนตัวอยู่ในภูเขานั้น
อะไรๆก็ดูดีดูสวยไปหมด แต่ก็ยังมีข้อเสียของที่พักที่นี่อยู่บ้าง คือ การไปพักที่นี่ถึงแม้ว่ามันจะใกล้ตัวเมืองแต่ก็ควรมีพาหนะไปด้วยจะเหมาะกว่าการแบกเป้เดินดุ่ยๆเข้าไป และสำหรับ คนที่ชอบกิจกรรมผาดโผนก็ลืมไปได้เลยเพราะไม่มีกิจกรรมทางน้ำให้คุณได้มันส์เหมือนไปทะเล แม้แต่เรือพาเที่ยวก็ไม่มีบริการ(ก็เพราะมันเป็นเขื่อนชลประทานน่ะ)แต่จะว่าไปมันก็ดีเหมือนกันเป็นข้อเสียในข้อดี เพราะมันทำให้ที่นี่สะอาดและสดชื่นมากๆ
ในความเห็นผมแล้วถ้าบ้านพักที่นี่มีให้เช่าจักรยานซึ่งเป็นบริการความรื่นเริงทางบกไม่กระทบน้ำแล้วละก็ ที่นี่จะเป็นที่เที่ยวที่น่ามาพักผ่อนมากๆเลย เพราะวิวทางบกก็สวยและน่าเที่ยวไม่แพ้กัน มีถนนที่ตัดขนาดไปกับริมเขื่อนดูแสนโรแมนติกน่าถ่ายหนังรักใสๆ มันสามารถขี่จักยานลัดเลาะ ได้สบายๆแถมจักรยานยังเหมาะกับการขี่เข้ามาหาของกินที่ตลาดที่ห่างจากเขื่อนไม่ไกลเกินแรงถีบได้ด้วย
ถ้าถามผมแล้วที่นี่เหมาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มไหนผมก็ขอสรุปง่ายๆเลยว่าเหมาะกับคอเหล้าที่นิยมการนั่งโต๊ะดื่มด่ำน้ำเมาเคล้าเสียงลมและแมกไม้ ที่นี่มีให้คุณแบบเต็มอิ่ม และกลุ่มที่ชอบขี่จักรยานท่องเที่ยว รับรองเลยว่าที่นี่โรแมนติกและสะดวกสบายมากพอที่จะทำให้คุณสละเวลาเดินทางจากกรุงเทพเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ถึง

นอกจากที่นี่จะน่าอยู่เพราะวิวสวยแล้ว ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าที่นี่เจริญแล้ว เจริญในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องมีตึกรามใหญ่โตรถราวิ่งกันให้ควันโขมง ตรงกันข้าม ที่นี่ก็เหมือนอำเภอขนาดกลางๆที่มีตึกแถวปนบ้านไม้เก่าๆในตลาดเหมือนที่อื่นทั่วไป แต่ที่นี่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีโรงเรียนมาก ทั้งโรงเรียนวัด โรงเรียนคริสต์ มีวัดเยอะเหมือนกัน ชาวบ้านทำมาหากินเปิดหน้าบ้านเพื่อทำการค้าขายกันแทบทุกหลังแม้ว่าสินค้าอาจจะคล้ายๆกันบ้างก็เถอะ โลตัสที่นี่ก็มีแต่ก็ถูกกันให้ออกไปไกลจากตัวเมือง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ดูในภาพรวมแล้วผมว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์เพราะใกล้น้ำ เหมือนที่เราดูสารคดี น้ำคือชีวิต อำเภอนี้แทบจะเป็นตัวอย่างได้เลย มีต้นไม้ร่มรื่น มีน้ำสมบูรณ์ ที่จะขัดตาสักหน่อยก็คงเป็นเสาไฟส่องถนน ที่ทำเป็นเหมือนเสาไฟถนนอักษะแถวพุทธมณฑล เพียงแต่ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เปลี่ยนจากตัวหงส์เป็นช้าง ซึ่งทำให้ผมเดาได้เลยว่า เสาพวกนี้ราคาต้องแพงมากแน่ๆ เมื่อได้สอบถามผู้รู้ ก็ได้คำตอบที่สอดคล้องกันว่า ก็บ้านของผู้หลักผู้ใหญ่ของที่นี้ทำกิจการเกี่ยวกับเสาปูนปั้นแบบนี้อยู่ เลยฟันธงได้ทันที ท่านผู้ใหญ่คนนี้งานนี้คงรับเละไปไม่น้อย ..แทนที่จะเอางบประมาณมาทำอะไรให้ชาวบ้านได้มากกว่านี้ มันก็ไปสู่กระเป๋านักการเมืองโสโครก ไม่ว่าจะที่ไหนในประเทศนี้ มันก็จะมีเรื่องโกงกินแบบนี้อยู่ทุกที่ไป ไม่ว่าจะสเกลใหญ่หรือเล็ก กูขอแดกไว้ก่อน ไม่เข้าใจจริงๆ

Read Full Post »

พล่าม

ตอนนี้คือเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ตีหนึ่งหกนาที เข้ามาพิมพ์คั่นเวลาระหว่างรอเรนเดอร์ไฟล์วิดีโอ แอร์เย็น และ เพลงเพราะ
ตอนนี้รู้สึกล้า แต่ไม่รู้สึกง่วงทั้งๆที่รู้สึกอยากจะนอนมาทั้งวันเพราะนั่งทำงานติดต่อกันมานานหลายชั่วโมง ..บางทีก็นึกอยากจะออกเดินทางไปที่ไหนสักที่ เพราะอยากพักจริงๆ…

ช่วงนี้เปิดทีวีเชียร์ทีมไทยในเอเชียนเกมส์ รู้สึกสนุกมากๆ ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่เรียนจบ แต่ก็แปลกดีที่เอเชียนเกมส์คราวนี้มีกีฬาให้ลุ้นแบบหัวใจจะวายแทบจะทุกวัน ส่วนเรื่องข่าวการเมืองก็เริ่มถอยห่างออกมาไม่ได้เกาะติดเหมือนช่วงวิกฤติบ้านเมือง มันอาจเป็นเพราะพอทุกอย่างคลี่คลายก็เลยสบายใจมากพอที่จะย้อนกลับมาดูแลในเรื่องตัวเอง

วันก่อนได้ฟังหมดนิด(ที่เป็นหมอดูว่าทักษิณจะหลุดออกจากประเทศเดือนกันยา)ให้สัมภาษณ์ เขาก็บอกว่าบ้านเมืองปีหน้าภาพรวมก็ยังแย่ เศรษฐกิจยังไม่ดีมีภัยธรรมชาติเรื่องน้ำกับแผ่นดินไหวหนักเกิดขึ้น เรื่องการเมืองก็ยังวุ่นๆ ประมาณช่วงกุมภา-มีนาจะมีม็อบอันนี้ก็ต้องคอยดูกันไปว่าหมอนิดจะแม่นขนาดไหน อ่อ หมอนิดบอกปีหน้าจะมีการเลย์ออฟพนักงาน ที่สำคัญเป็นบริษัทใหญ่เกี่ยวกับโทรคมนาคมที่ใช้สีส้ม-แดง เป็นสีประจำเสียด้วย และจะมีสถานีโทรทัศน์ปิดตัวลง 1 สถานี ซึ่งไม่ใช่ช่องฟรีทีวี…!!! ก็ต้องดูกันต่อไป

พูดถึงเรื่องน้ำกับแผ่นดินไหวก็นึกขึ้นได้ ..จำได้ว่าตอนที่ม็อบพันธมิตรไปตั้งอยู่ที่สะพานมัฆวาฬ ก็ได้ไปเดินเล่นดูนั่นนู่นนี่ไปด้วย ก็ไปเจอซุ้มๆหนึ่งด้านหน้าทำเนียบ เค้าก็แจกเอกสารเกี่ยวกับรอยร้าวของเขื่อนภูมิพล ก็ได้อ่านได้ฟังที่เค้าอธิบายแล้วก็จับใจความได้ว่า ถ้าเขื่อนพังขึ้นมาจริงๆน้ำในเขื่อนมีมากพอที่จะไหล มาถึงกรุงเทพขนาดนั้นเลย แถมยังมีให้คำแนะนำด้วยว่าถ้าเกิดขึ้นจริงเราควรทำยังไง ก็ได้คำตอบประมาณว่า เมื่อน้ำมาจากทางตะวันตก(จังหวัด ตาก) เราก็ต้องอพยพไปทางตะวันออกกันเลยทีเดียว ฟังไว้อ่านไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ดูอย่างซึนามิสิแทบจะลบความรู้เดิมๆไปจากหนังสือเรียนเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ไปเลย บางทีตื่นตัวเรื่องเหล่านี้ไว้ก็ดี เพราะไม่ว่าเรื่องภาวะโลกร้อน น้ำท่วม( สังเกตุไหมว่าน้ำท่วมแล้วลดช้ามาก ) แผ่นดินไหว ที่มันเกิดขึ้นถี่ๆในช่วงนี้มันก็น่าจะบอกเตือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างได้ ..เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและครั้งใหญ่อยู่รึป่าว ผมคิดว่าอีกไม่เกิน 10-20 ปี ประเทศไทยคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ..
บางที่ก็กลัว บางที่ก็รู้สึกดีที่เกิดมาทันเห็นและได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถึงที่สุดแล้วก็ได้แต่พยายามทำให้ความกลัวเป็นความเข้าใจ เพื่อจะได้เรียนรู้และอยู่รอดกันต่อไปเพราะนี่คือคุณสมบัติของการเป็นคนที่ทำให้ไม่ว่าอะไรจะมีอะไรเกิดขึ้น ..คนก็ไม่เคยหมดโลกสักที จริงมั้ย

Read Full Post »

คนเรามันต้องเปลี่ยนไรให้มันแปลกใหม่ใส่ชีวิตจะได้ไม่น่าเบื่อ ตอนแรกเลือกthemeที่ต้องใส่กราฟฟิคบนหัวเว็บปรากฏว่ารู้สึกเบื่อที่ต้องมานั่งออกแบบกราฟฟิคให้รับกัน นี่คงเป็นthemeที่แสนเรียบง่ายสุดละมั้ง หุหุ เพราะดูแล้ว ไม่มีไรให้น่าสนใจ ถูกใจจริงๆ ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาคิดนั่งทำนั่งออกแบบ เพราะลำพังเรื่องจะเขียนก็คิดไม่ค่อยออกละ จะหารูปมาแปะก็ยิ่งขี้เกียจ เอาเป็นว่าพอใจละ ที่ทำให้จอของทุกคนมืดๆดำๆ ถนอมสายตา บอกตรงๆตอนแรกก็แคร์คนมาอ่านว่าจะกดเจอตรงนั้นตรงนี้ไหม พอมาสังเกตุพฤติกรรมตัวเองเวลาไปดูBlogชาวบ้านก็ไม่ได้ไปค้นหาอะไรมาก อ่านจบก็ไปหาเว็บอื่นดูต่อ แบบนี้แล้วเราจะใส่ไปทำไมให้รกหูรกตาเสียเวลางงอีกว่าคลิกไปมันจะเจอไร จริงมั้ย?

Read Full Post »

พัสดุสีน้ำตาล

เมื่อวานมีพัสดุมาส่งถึงหน้าบ้าน…ดีนะที่โดดงานอยู่กับบ้าน ..ได้เป็นคนเซ็นรับเอง ดีกว่าให้คนอื่นในบ้านรับแล้วต้องนั่งตอบคำถามอีกมากมาย เพราะชื่อและที่อยู่คนส่งมามันก็ชัดเจนว่าเป็นใคร และเคยเป็นใคร..

 ..ในซองพัสดุสีน้ำตาลมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่ม ชื่อว่า club friday  เนื้อหาในหนังสือก็คือ เป็นเรื่องของดีเจกรีนเวฟ สองคนที่จัดรายการแล้วเอาเรื่องเล่าจากคนที่โทรเข้ามาในรายการ มาเขียนใส่มุมมองแล้วมาเล่าในหนังสือ ..ทุกเรื่องเป็นเรื่องของความรัก ในหลายแง่หลายมุม

..หนังสือถูกคั่นด้วยที่คั่นหนังสือ ..ตรงหน้าที่มีชื่อว่า..”ถ่านไฟเก่า”

..พลิกไปพลิกมาอ่านผ่านๆในบทนั้น และพลิกกลับมาหน้าแรกๆเจอกระดาษใบเล็กมันเป็นจดหมายน้อยที่เธอเขียนด้วยลายมือแทรกเข้ามาเพื่อบอกข่าวของเธอและถามสารทุกข์สุขดิบของผม.. 

นานมาแล้วผมรู้จักกับคนๆหนึ่งและรู้จักกัน ไปเจอกัน ..และจากกันไปอย่างเงียบๆในเวลาต่อมา โดยเธอเลือกที่จะเป็นคนหายไปเองก่อนที่ผมจะรู้ตัว  และผมไม่รู้ไม่ได้ยินข่าวเธออีกเลย

เวลาผ่านไป-บางคืนผมก็ลองออกหาเธอในโลกอินเตอร์เน็ท เผื่อจะเจอชื่อเธออยู่ในข่าวใดข่าวหนึ่งอย่างน้อยๆก็ทำให้ผมสบายใจได้ว่าทุกอย่างของเธอยังปกติ..แต่ผมก็ไม่เคยเจอเลย

เวลาผ่านไปอีกครั้ง-MSN – ขณะที่ผมกำลังนั่งคุยกับเพื่อนผ่านMSNมีคนแอดผมเข้าทั้งๆที่ผมไม่เคยไปทิ้งเมลที่ไหน ผมจึงไต่ถาม /  เธอเป็นนักศึกษา ม.ช. / ผมรู้จัก ม.ช. แต่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับเธอคนที่แอด แต่เคยรู้จักกับอีกคนที่อยู่ ม.ช เช่นกัน /  เธอบอกผมว่า เห็นชื่อและอีเมล์ผมในสมุดบันทึกที่เพิ่งได้มากจากรุ่นพี่ของเธอ / ต่อมาผมจึงได้พูดคุยและได้รู้ว่า”เธอ” ผู้เป็นรุ่นพี่และเจ้าของหนังสือ Club friday เล่มนี้สบายดีแต่กำลังมีปัญหากับความรักในขณะนั้น / เธอถามผม / ผมบอกว่าไม่เคยโกรธ ผมเข้าใจ /เหตุผล : ไม่รู้จะโกรธไปทำไม คนเราก็เท่านี้  แต่ให้กลับไป ..ผมไม่กลับไปอีกแล้ว /

 …ในจดหมายน้อยที่แทรกเข้ามา เธอก็ระบายถึงความเหงา ไม่มีใคร ..รู้สึกแย่ที่ไม่มีใคร แม้แต่ พ่อ แม่ของเธอ  รู้สึกโดดเดี่ยวที่มาอยู่กรุงเทพ..อยากกลับบ้าน ..และอยากให้ผมโทรไปหาพ่อ-แม่เธอที่เชียงใหม่ เพราะท่านชอบผมมาก ..(ท่านคงชอบที่ผมหมั่นโทรไปถามข่าวว่า เธอกลับถึงบ้านรึยัง ตอนที่เธอหายไปติดต่อกัน3-4วัน)   เธอจบท้ายด้วยคำว่าขอโทษ …ขอโทษจริงๆ

 ผมกำลังตอบ : ขอบคุณสำหรับหนังสือ  ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก ไม่โกรธ ไม่เคยโกรธ เข้าใจจริงๆ .. กลับบ้านเถอะนะ..พ่อกับแม่กำลังรอเธออยู่

Read Full Post »