ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา(15 ธ.ค.)ผมได้ออกเดินทางไปที่อำเภอท่าม่วง ที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดที่ผมเคยไปถึงแค่สะพานแม่น้ำแควแล้วไม่เคยไปที่อื่นในจังหวัดนี้เลย ไม่เคยหยิบแผนที่มาดูด้วยซ้ำว่า ท่าม่วงอยู่ตรงไหนของเมืองกาญ(จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดี แหะๆ)
ไปคร่าวนี้ไปเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของพี่ชายคนโตซึ่งจัดที่เขื่อนแม่กลอง ซึ่งไม่ห่างจากตัวอำเภอท่าม่วงมากนัก
เขื่อนแม่กลองเป็นเขื่อนชลประทาน มีลักษณะเป็นประตูน้ำขนาดใหญ่ที่กั้นแม่น้ำเอาไว้ มากกว่าที่จะเป็นเหมือนเขื่อนใหญ่ๆอื่นๆใช้ผลิตไฟฟ้า
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อเขื่อนนี้มาก่อนเลย แม้ว่าพี่จะถ่ายรูปมาให้ดูแล้ว ก็ยังคิดว่ามันคงเป็นเขื่อนเล็กๆที่กั้นแม่น้ำเล็กๆ เลยไม่ได้คาดหวังถึงบรรยากาศอะไรมากมาย แค่คิดว่ามันก็คงเหมือนเราอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำสายอื่นๆทั่วไปเท่านั้น
แต่เมื่อไปถึง ผมก็รู้ทันทีเลยว่าคิดผิดเสียแล้ว เขื่อนชลประทานที่ขวางแม่น้ำแม่กลองที่เป็นต้นน้ำมีความกว้างใหญ่กว่าที่คิดวิวที่เห็นเหมือนเราอยู่บนเกาะ ทำให้ท่าม่วงในความคิดผมนั้นเป็นอำเภอที่น่าอยู่มากขึ้นมาทันทีเพราะว่าตัวเขื่อนไม่ไกลจากตัวเมืองท่าม่วงมากนัก พูดง่ายๆว่า จะหาธรรมชาติก็ใกล้ จะหาของกินในตลาดก็ง่าย ความสงบมีในระดับนึง ผู้คนก็ค้าขายกันคึกคักแต่ไม่ถึงกับพลุกพล่านเหมือนหัวเมืองใหญ่ๆ
สถานที่ที่ผมไปพัก เป็นบ้านพักของสำนักชลประทาน บ้านพักหลังนี้ตั้งอยู่ชิดแม่น้ำ ซึ่งเป็นทางแพ่งของแม่น้ำทั้งสามสาย(น่าจะเป็นแม่น้ำแควกับแม่น้ำอะไรสักอย่าง ที่มารวมกันกลายเป็นต้นแม่น้ำแม่กลอง) มาบรรจบกันพอดีๆ..บรรยากาศนั้น เมื่อมองไปจะเห็นน้ำที่เงียบสงบมีคลื่นน้อยๆตามแรงลม(ที่นี่ไม่มีเรือที่วิ่งขวักไขว่เพราะเป็นเขื่อนชลประทาน)มองไปอีกฝั่งคือฝั่งที่มีต้นไม้และต้นหญ้าพลิ้วไหว โดยมีแบล้คกราวเป็นภูเขา ที่เห็นเจดีย์ของวัดถ้ำเสือ ซ่อนตัวอยู่ในภูเขานั้น
อะไรๆก็ดูดีดูสวยไปหมด แต่ก็ยังมีข้อเสียของที่พักที่นี่อยู่บ้าง คือ การไปพักที่นี่ถึงแม้ว่ามันจะใกล้ตัวเมืองแต่ก็ควรมีพาหนะไปด้วยจะเหมาะกว่าการแบกเป้เดินดุ่ยๆเข้าไป และสำหรับ คนที่ชอบกิจกรรมผาดโผนก็ลืมไปได้เลยเพราะไม่มีกิจกรรมทางน้ำให้คุณได้มันส์เหมือนไปทะเล แม้แต่เรือพาเที่ยวก็ไม่มีบริการ(ก็เพราะมันเป็นเขื่อนชลประทานน่ะ)แต่จะว่าไปมันก็ดีเหมือนกันเป็นข้อเสียในข้อดี เพราะมันทำให้ที่นี่สะอาดและสดชื่นมากๆ
ในความเห็นผมแล้วถ้าบ้านพักที่นี่มีให้เช่าจักรยานซึ่งเป็นบริการความรื่นเริงทางบกไม่กระทบน้ำแล้วละก็ ที่นี่จะเป็นที่เที่ยวที่น่ามาพักผ่อนมากๆเลย เพราะวิวทางบกก็สวยและน่าเที่ยวไม่แพ้กัน มีถนนที่ตัดขนาดไปกับริมเขื่อนดูแสนโรแมนติกน่าถ่ายหนังรักใสๆ มันสามารถขี่จักยานลัดเลาะ ได้สบายๆแถมจักรยานยังเหมาะกับการขี่เข้ามาหาของกินที่ตลาดที่ห่างจากเขื่อนไม่ไกลเกินแรงถีบได้ด้วย
ถ้าถามผมแล้วที่นี่เหมาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มไหนผมก็ขอสรุปง่ายๆเลยว่าเหมาะกับคอเหล้าที่นิยมการนั่งโต๊ะดื่มด่ำน้ำเมาเคล้าเสียงลมและแมกไม้ ที่นี่มีให้คุณแบบเต็มอิ่ม และกลุ่มที่ชอบขี่จักรยานท่องเที่ยว รับรองเลยว่าที่นี่โรแมนติกและสะดวกสบายมากพอที่จะทำให้คุณสละเวลาเดินทางจากกรุงเทพเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ถึง
นอกจากที่นี่จะน่าอยู่เพราะวิวสวยแล้ว ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าที่นี่เจริญแล้ว เจริญในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องมีตึกรามใหญ่โตรถราวิ่งกันให้ควันโขมง ตรงกันข้าม ที่นี่ก็เหมือนอำเภอขนาดกลางๆที่มีตึกแถวปนบ้านไม้เก่าๆในตลาดเหมือนที่อื่นทั่วไป แต่ที่นี่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีโรงเรียนมาก ทั้งโรงเรียนวัด โรงเรียนคริสต์ มีวัดเยอะเหมือนกัน ชาวบ้านทำมาหากินเปิดหน้าบ้านเพื่อทำการค้าขายกันแทบทุกหลังแม้ว่าสินค้าอาจจะคล้ายๆกันบ้างก็เถอะ โลตัสที่นี่ก็มีแต่ก็ถูกกันให้ออกไปไกลจากตัวเมือง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ดูในภาพรวมแล้วผมว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์เพราะใกล้น้ำ เหมือนที่เราดูสารคดี น้ำคือชีวิต อำเภอนี้แทบจะเป็นตัวอย่างได้เลย มีต้นไม้ร่มรื่น มีน้ำสมบูรณ์ ที่จะขัดตาสักหน่อยก็คงเป็นเสาไฟส่องถนน ที่ทำเป็นเหมือนเสาไฟถนนอักษะแถวพุทธมณฑล เพียงแต่ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เปลี่ยนจากตัวหงส์เป็นช้าง ซึ่งทำให้ผมเดาได้เลยว่า เสาพวกนี้ราคาต้องแพงมากแน่ๆ เมื่อได้สอบถามผู้รู้ ก็ได้คำตอบที่สอดคล้องกันว่า ก็บ้านของผู้หลักผู้ใหญ่ของที่นี้ทำกิจการเกี่ยวกับเสาปูนปั้นแบบนี้อยู่ เลยฟันธงได้ทันที ท่านผู้ใหญ่คนนี้งานนี้คงรับเละไปไม่น้อย ..แทนที่จะเอางบประมาณมาทำอะไรให้ชาวบ้านได้มากกว่านี้ มันก็ไปสู่กระเป๋านักการเมืองโสโครก ไม่ว่าจะที่ไหนในประเทศนี้ มันก็จะมีเรื่องโกงกินแบบนี้อยู่ทุกที่ไป ไม่ว่าจะสเกลใหญ่หรือเล็ก กูขอแดกไว้ก่อน ไม่เข้าใจจริงๆ